top of page

รำลึกอดีตเดินทางตามหาปรอท โดยพระอาจารย์โอ พุทโธรักษา


🔥#รำลึกอดีตเดินทางตามหาปรอท (ตอนที่.1)

🙏🏻โดยพระอาจารย์โอ พุทโธรักษา

หวนระลึกนึกถึงอดีตครั้งเก่าสักราวปี47 ตอนนั้นยังไฟแรงเหนือจรดใต้ไปทุกแห่งที่ใหนเขาว่าดีเขาเล่ามาจากปากต่อปากว่ามีดีที่ใหนได้ยินได้ฟังจดใส่สมุดพกใว้แล้วหาเวลาไปทุกที่หลายที่ต่างมีดีต่างกันหลายที่ต่างมีเรื่องราวให้เล่าต่อๆ แต่มีเรื่องหนึ่งที่มีแต่ข่าวมีแต่เรื่องเล่าไม่มีวุตถุพยานให้ยืนยันว่ามีจริงๆต่อหน้าคือ เรื่องราวเกี่ยวกับปรอทจริงๆที่ไม่ใช่การสมอ้าง เพราะที่ผ่านมาเจอแต่แบบสมอ้าง พอไปแล้วก็เจอแต่ปริศนาให้คิดค้างคาใจตลอด แล้วท่านผู้รู้จริงมีใหมหนอ ไฉนทำไมถึงลึกลับนักหนาวิชาอื่นๆยังมีพอสืบได้ แต่วิชาปรอททำไมไม่มีร่องรอยให้สืบหาแต่ไม่ย้อท้อพยามต่อก็ยังเงียบเชียบ จึงได้ไปในที่ต่างๆหาท่านผู้รู้ที่ต่างๆแต่ก็ได้ในวิชาต่างๆจนมาถึจุดอิ่มพอ แต่จุดหนึ่งที่ยังใคร่กระหายอยู่คือผู้รู้จริงเรื่องปรอทยังเลยยังไม่มียังไม่เจอดังนั้นจึงหยุดแสวงหาเรื่องอื่นๆมุ่งหาเรื่อนี้อย่างเดียววันแล้ววันเล่าเดือนแล้วเดือนเล่าใครว่ามีใหนไปจนกลายเป็นเหมือนคนใกล้บ้า เป็นเหยื่อให้คนดีๆหลอกเอาเงินทองมากมาย นับไม่ถ้วน


จนมาวันหนึ่งที่ตลาดริมเมย เจอคนขี้เมา มาหลอกเช่นคนก่อนๆอีกแต่เป็นการหลอกที่แสนดี วันหนึ่งเที่ยวไปแบบพระพเนจร ไปเดินตามร้านขายของเก่า ร้านขายพระ ตามประสาหวังว่า จะเจอของเก่าที่เป็นปรอท จริงๆ หลงมาบ้าง ตามประสานคนช่างฝัน ทั้งที่ไม่เคยเห็นทั้งที่ไม่รู้จัก ก็ หาไปหาในสิ่งที่ไม่รู้ จนไปเข้าตาชายคนนึงคล้ายคนขี้เมา เป็นคนคอยเชียร์ ของขายตามร้านต่างๆรอคนไทยหน้าตาโง่แล้วก็หลอกเอาตังหลอกพาไปเอาของในที่ต่างๆพร้อมบวกราคามหาโหดโดยรู้กันกับเจ้าของร้าน


เขาเป็นคนพม่า พูดไทยได้ เข้ามาสอบถาม ว่าหลวงพ่อ หาอะไรอยากได้อะไรบอกเขาเขาจะหาให้ ในใจเลยนะ ดีใจเจอคน นำทางที่ดีแล้วเลยยอกเขาว่า กำลังหาปรอท เขาฟังแล้วก็ ทำหน้างงๆอยู่พักนึกแล้วก็บอกว่า อ้อ ประดา ๆๆ มีๆๆ แล้วก็ขอเงินไปก่อน บอกว่าต้องเอาเงินไปวางมัดจำก่อนเจ้าของถึงจะให้ดูเดียวพรุ่งนี้ นัดไปดูที่ ด่านพม่า ความรู้สึกดีใจอย่ายิ่งยวด เจอเข้าให้แล้ว หามานานสมหวังเสียที กลับมาพักที่วัด ใกล้ชายแดน รอให้พ้นวันคืนให้ผ่านไปใวๆนอนไม่หลับดีใจว่าจะได้ของดี จนตีสี่นอนไม่หลับ เผลอหลับไปตื่นมา ตกใจกลัวไม่ทันรีบ ออกจากวัดมาถึงด่าน ราวเก้าโมง สมัยนี้นข้าแดนไม่เข้มงวดเหมือนเดียวนี้ เจอคนที่นัดใว้พาไปร้านน้ำชา แบบอลังการสั่งชากาแฟโรตีอย่างดีมา เหมือนนัดส่งของล้ำค่า


ชายคนนั้นเอาห่อผ้าออกมา แกะออกดู มีวัตถุสีขาวๆ ทรงซาลาเปา เลยจับดูน้ำหนักเบามาก ดูไปดูมา นึกอุทาน ไอ้ห่าโดนหลอกเอาเข้าอีกแล้วเรา เลยด่าชายคนนั้นไปว่าอันนี้มันอะลูมีเนียม ที่ช่างทองใช้ขึ้นรูปงานทำทองมึงหลอกกูเหรอไม่ใช่ปรอท โมโหมากถึงขั้นจะต่อยกัน เลยบอกว่ามึงเอาเงินกูไปเยอะแล้ว พากูไปหาปรอทให้ได้ไม่งั้นกูจะแจ้งตำรวจ ชายคนนั้นจึงทำใจดีบอกว่า เดียวพาไป ได้ๆจึงพาขี่มอไซไปในเมืองพม่า


สมัยนั้นไปพม่าได้สะดวก ไม่เข้มงวด เลาะเลี้ยวเข้าซอยไป ในวัดใหญ่มากเลาะไปตามทางในวัดจนมาถึงกระท่อมหลังหนึ่งอยู่ในป่ากลางวัด ซึ่งแปลกพอควร เหมือนพื้นที่ต้อห้ามไม่มีคนเข้ามาถ้าไม่จำเป็น วิเวกมาก ทันที่ที่เห็นเจ้าของกระท่อม ก็นึกในใจว่า เจอเข้าแล้ว เพราะ มีเครื่องไม้เครื่องมือและเศษวัสดุเกลื่อนเป็นกองๆ


ภาพที่เห็นเป็นชายผู้เฒ่า นอนบริกรรมนับประคำแบบพม่า หน้าเตาไฟทรงแปลกๆ ท่าทางเคร่งขรึม พอเข้าไปชายขี้เมาก็แนะนำตัวว่าพระหลวงพ่อมาหาปรอท ประดา พูดไทยปนพม่า ชายขี้เมาเรียกท่านว่าสย่า (แปลว่าอาจารย์) ชายขี้เมารู้สึกคุ้นเคยกับท่านสย่าผู้นี้ พอบอกจุดประสงค์เสร็จ ก็หาล่ามที่พูดไทยได้ชัดๆ มาสอบถาม ถามมากมายสย่าผู้เฒ่าไม่ค่อยตอบ จึงอดทนรอจนมืดค่ำ พอมืดค่ำ เริ่มมีทั้งฆารวาสและพระ ทยอยกันมา เอาเม็ดปรอทมาให้สย่าผู้เฒ่าดู เลยให้ล่ามฟัง ท่านเหล่านั้นคุยกัน บางคนมาจากย่างกุ้ง บางคนมาจากพุกาม บาคนมาจากมันดะเล เอาปรอทมาให้สย่าผูเฒ่าดู พอล่ามแปล จับใจความให้นานๆจน จับใจความได้ว่าทุกคนที่มาล้วนแต่เป็น เอ็กกิ๊ยะ ก็มี เป็น เจ้าสำนักก็มี เป็น พระเจ้าอาวาส ก็มี มาขอคำชี้แนะ เรื่องการเผาปรอท ตามเคยสย่าผู้เฒ่า เลือกที่จะคุยกับบางคน เท่านั้น บางคนไม่มองเลย ปรอทที่เอามาให้ดู บางเม็ดไม่จับเลย บางเม็ดปัดทิ้ง มองดูโดยรวมท่านน่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญผู้ชี้ขาด ว่าอันใหนดี อันใหนไม่ดี สรุปดังนี้นก็ดีใจไปเปราะหนึ่ง ว่าเจอผู้รู้จริง แต่ก็กังวลที่ท่านยังไม่คุยด้วย


รอจนดึกจนชายขี้เมากลับไปแล้วเพราะต้องไปเติมบ่อยๆ เหลือแต่ล่าม ท่านจึงเรื่มพูดด้วย ท่านบอกว่าไม่ชอบชายขี้เมา เพราะเดิมเคยอยู่ที่นี่ ป่วยเป็นโรคร้ายแรง มาอยู่อาศัยท่านรักษาหายแล้วไปกินเหล้าเมายา และหาจับหลอกคนไทยพระไทย เอาเงินไปกินเหล้า ท่านไม่ชอบ และก็ไม่คุยด้วยและชอบไปสร้างเรื่องมาให้ นี่คงไปก่อเรื่องถึงยอมพาคนมาเพราะที่นี่ไม่ต้อนรับคนนอก


เลยเล่าให้ท่านฟัง ท่านถอนหาใจ บ่นพึมพำแล้ว่าอยากเห็นปรอทจริงๆที่ไม่ใช่แบบที่เขาขายกัน ตามชายแดนใช่ใหม ท่านจึงยิบมาให้ดู สามเม็ด และบอกว่าเม็ดละหมื่น พอได้ฟังก็อึ้งไปพักหนึ่ง ก้อนสีขาวๆขนาดเท่าเม็ดถัวเขียว นี้นะปรอท เม็ดละหมื่น นึกในใจเอาวะ ใหนๆก็ใหนๆละ จึงเอาทั้งสามเม็ด จ่ายเงินจบ เดินออกมามีพระพม่าเข้ามาถามว่าพระไทยมาทำไม ที่หวงห้าม จึงบอกไปว่ามาซื้อปรอท


พระพม่าถามมาว่าได้มาละสิ สย่าไม่ขายใคร ที่นี่มีพระเณรร่วมสองร้อย ทุกรูปอยากได้หมด ยังไม่มีใครได้ ให้เท่าไร่ก็ไม่ขาย มีแต่เจ้าอาวาสที่ได้องค์เดียว เลยเอาให้พระพม่าดู ทีนี้แหละเป็นเรื่อง พระพม่าโวยวาย เรียกกันมาดูยกใหญ่ ว่าพระไทยองค์นี้เป็นใคร ได้ปรอทสย่าสามเม็ด ดูเหมือนเป็นเรื่อง ราวเลยทีเดียว จับใจความก็ได้รู้ว่า สย่าไม่ให้ปรอทใครไม่ขายใครเเม้เป็นเจ้าใหญ่นายโตแค่ใหน มีแต่เจ้าอาวาสองค์เดียวก็ได้แค่เม็ดเดียว ฟังดูเหมือนเราฟลุ๊กเลย ทั่งที่ตอนแรกเอาแบบไม่เต็มใจของอะไรเม็ดกระจิดริดน้ำหนักสามเฟื้องตั่งสามหมื่นแต่ได้ฟังพระพม่าคราวนี้ใจพองขึ้นมาทันที ลำพึงในคอเจอแล้วเว้ยเฮ้ยๆๆ เลยคิดอยากเรียนละไหนๆก็เจอละ ของจริงคนจริง หลังจากที่โดนหลอกมานาน



🔥#รำลึกอดีตเดินทางตามหาปรอท (ตอนที่.2) 🙏🏻โดยพระอาจารย์โอ พุทโธรักษา ย้อนความครั้งก่อน หลังจากจับพลัดจับถูจนได้พบสย่าผู้เฒ่าผู้เจนจบทำปรอทสายเอ็กกิ๊ยะที่พม่าแล้วก็กลับไปรวบรวมค่าใช้จ่ายเดินทางประมานว่าทุ่มสุดตัวจำนวนมากโขแล้วก็เดินทางไปที่พม่าอีกครั้ง ไปคราวนี้เป็นคนดัง คนรู้จักตั่งแต่ด่านทางเข้าเลย เหตุเพราะว่า มีคนระบือกันทั่วว่า สย่าขายปรอทให้พระไทยหน้าตาหล่อๆสามเม็ด เหตุที่ลือไม่ใช่ราคาแพงตั้งสามหมื่น เหตุที่ลือคือ 1. สย่าเป็นผู้ที่นับหน้าถือตาของคนพม่ามากเจ้าใหญ่นายโตรู้จักและนับถือท่านหมดแต่ท่านแข็งถือตัวไม่สุงสิงใคร และปรอทที่ได้ก็ขายราคาแพงมาก เอาเงินมาสร้างเจดีย์ และก็เอาปรอทบรรจุเจดีย์ น้อยนักที่จะขายหรือให้ใครง่ายๆ 2. สย่าไม่สอนใคร ยิ่งพระพม่า คนพม่า พยามกันสุดๆก็ไม่สอน แต่ในพม่ามีตำราปรอท วางขายเป็นร้อยๆตำรา มีร้ายขายของเผาปรอทเป็นพันๆร้าน มีคนเผาปรอท มากกว่าแสนคน แต่เหนือฟ้ายังมีฟ้าผู้ที่บรรลุ มีแค่ สองท่าน คือท่านสย่า โจว์โล้ว์ง พุกาม และท่านสย่า อูว์กว่าหล่า ที่ทำยา ยัตตายานะ สุ่ยเล็กเปีย (ยาศิลาอาถรรพ์) ก็มีแค่สองท่านนี้เท่านั้น แต่ท่านไม่สอนใคร เพราะตำราที่มีขายทั่วไปคนพม่ารู้จักหมดทุกคน แต่คนทำได้ไม่มี เหมือนตำราปรอทไทยหาเรียนได้ในกูเกิล มีมากมาย แต่คนทำได้ไม่มีเช่นกัน 3. สย่า เป็นผู้รู้วาระ คล้ายกับหยั่งรู้ ไฉนจึงขายปรอทให้พระไทยหน้าตาหล่อๆตั่งสามเม็ดในราคาแสนถูกคนพม่าจึงลือกันต่างๆนานา ว่าพระไทยหน้าตาหล่อๆองค์นี้มีดีอะไร 4. สย่าท่านเป็นคนไม่สนโลกไม่ใช่คนขัดสนมีทรัพย์สินปัจจัยมากมายแต่เลือกที่จะใช้ชีวิตสมถะ และยังเป็นผู้ที่คนพม่านับถือกันทั่ว เหตุข่าวลือมีต่างๆนานาการกลับมาพม่าคราวนี้จึงเป็นคนดัง พอมาถึงด่านคนก็ออกตัวอาสาพาไปหาสย่าหลายๆคนมีทั้งพระทั้งฆราวาส ทุกคนพูดว่าทุกคนล้วนรู้จักสย่าแต่เข้าหน้าสย่าไม่ติด เพราะท่านแข็งมากไม่ลงใครไม่ง้อใครไม่ให้ใครไม่สอนใคร พวกเขาเลยอาศัยพาพระไทยหน้าตาหล่อๆไปจะได้ตีสนิทสย่าได้ด้วย ไม่ได้หวังปรอท แค่ได้เข้าไปเขาก็พอใจแล้ว ยิ่งได้ฟังอย่างนี้ต้องยิ่งเจียมตัวเลยเราเพราะถ้าไปใหนใครรักมักมีคนเกลียดตามมาเป็นพรวน พอไปถึง ณ ที่ป่าวัดกลางเมือง สย่านั่งอยู่กับชายผู้เฒ่าอีกท่านหนึ่ง ชื่อ อูว์จี เป็นน้องชายของท่าน เป็นผู้มีอันจะกิน เจ้าของธุรกิจ หลายอย่าง และที่สำคัญ ก็ทำปรอท ด้วยเก่งปรอทสองชนิด คือปรอทยา อายุยืนไม่เจ็บป่วย มีพลังฝึกจิตปฏิบัติธรรม และปรอทเหม่ต่อ ร่ำรวยโชคลาภรุ่งเรืองเสน่ห็เมตตา พอเข้าไปท่านสย่าทั้งสองก็ พูดเป็นภาษาพม่า ปนไทย ฟังแล้วงงๆไม่เข้าใจ ท่านทั้งสองอธิบาย ร่ายยาว ให้ล่ามแปลแล้วก็ไม่เข้าใจ จนท่านทั้งสอง ชวนกันเดินหายไปทั้งสองท่านร่วมสองสามชั่วโมง แล้วกลับมามีของมาหลายๆอย่าง มีของจัดแจงที่หลับที่นอน มีผ้าจีวรมาให้เปลี่ยน และท่านบอกให้ไปปลงผมใหม่ เปลี่ยนผ้าใหม่ แล้วก็พาไปซื้อรองเท้าใหม่ เพราะตอนที่ไปไม่ใส่รองเท้า กลัมมาที่พัก ไม่พูดพร่ำทำเพลงท่านว่าพูดกันไม่รู้เรื่องก็ เอาภาษาใจสอนแล้วกัน คือท่านทำให้ดูเลย เริ่มจากปรอทยา ก่อน ท่านให้เริ่มจากการสับถ่านเลือกถ่านคัดถ่านร่อนถ่านล้างถ่าน อาบน้ำเตา แต่งเตาใหว้ครูเตา จัดวางของเครื่องใช้ ตำแหน่งเวลาระยะต่างๆ ดูแล้วเหมือนคนใบ้คุยกัน คือผู้พูดก็ พูดมาผู้ฟังก็ไม่เข้าใจ ผู้ฟังก็ฟังไม่เข้าใจแต่ ก็สู้ไม่ถอยทั้งสองฝ่ายสรุปผ่านไปสามวัน ภาษาใจเกิดขึ้น มีภาษาเฉพาะที่คุยกันรู้เรื่อง ประหลาดมาก เวลาพูดกันคนไทยฟังไม่รู้เรื่อง คนพม่าฟังก็ไม่รู้เรื่อง แต่รู้เรื่องกันเอง แค่ผู้พูดกับผู้ฟัง โล่งเลยคราวนี้เพราะก่อนหน้านี้เครียดมากมาเจอคนสอนแล้วแต่คุยกันไม่รู้เรื่องทั้งวิชาก็ละเอียดมากๆ ถึงตอนนี้โล่งเลยเหมือนปวดท้องหนักๆแล้วได้ปลดปล่อย ท่านทั้งสอง ตั่งใจสอนมากทำให้ดูทุกๆขั้นตอน แบบไม่ปิดบัง แต่ก็มีบททดสอบต่างและเวลามาเป็นอุปสรรค เพราะปรอทแต่ละชนิดใช้เวลาและขั้นตอนเยอะมากๆ กว่าจะเสร็จแต่ละอย่าง แบบเร่งรัด ปรอทยาใช้เวลา21วัน สูตรมาตรฐานใช้เวลา9เดือน ท่านเลย บอกให้กลับไปก่อน ใว้ค่อยมาใหม่ ท่านจะเตรียมปรอท แต่ละขั้นๆใว้ แล้วมาคราวหน้า จะได้สอนแบบรวดเดียวจบสูตร ปลาบปลื้มมากที่ได้ยินแบบนั้น ในช่วงที่อยู่เรียนนั้นจะมีคนพม่ามาดูเยอะมาก แต่ก็ดูห่างๆไม่เข้ามาในเขต ที่พักเว้นแต่ช่วงค่ำที่จะมีเจ้าสำนักต่างๆทยอยมา เอาปรอทมาให้ท่านสย่าดู แต่คราวนี้ท่านไม่ดูให้ใครไม่ให้ใครเข้ามา ได้แต่ผิดหวังกลับไป เพราะแต่ละที่แต่ละคนที่มาต่างก็เรียนและทำตามตำราที่มีขายทั่วไปในร้านขายอุปกรทั่งสิ้นไม่มีใครได้เรียนกับสย่าเลย แต่ก็ทำได้รู้เรื่องหมดทุกๆคนว่าทำยังไงบ้าง แต่เขาขาดแต่ เต็กธิเอ่าว์ คือความสำเร็จ ที่ต้องมาขอให้ท่านสย่าเป็นผู้ดูให้ ซึ่งก็แปลกยิ่งนัก ตอนขากลับ คนที่เผาปรอทต่างๆก็ตามมาส่งแล้วเอาปรอทให้ดู เราก็ได้แต่บอกไม่รู้ทำยังไม่เป็น เลยกลายเป็นคนดังที่ไม่ได้เก่งอะไรแค่ฟลุกเหมือนถูกหวย ก็เท่านั้น



  1. 🔥#รำลึกอดีตเดินทางตามหาปรอท (ตอนที่.3) 🙏🏻โดยพระอาจารย์โอ พุทโธรักษา ย้อนความไปครั้งก่อน หลังจากสย่าผู้เฒ่าได้ให้กลับไปไทยก่อนแล้วท่านจะเตรียมปรอทขั้นต่างๆใว้ให้ดูและอธิบายทีละขั้นโดยละเอียด ด้วยความที่ร้อนวิชาไปเห็นอะไรมาก็จัดเตรียมสิ่งของต่างๆเรียกได้ว่าใหญ่โตมโหฬารเลยทีเดียว สั่งซื้อข้าวของเครื่องใช้ต่างๆเรียกได้ว่าแทบเหมาร้านทุกร้านในเมืองไทยสรุปความเอาแบบมักง่ายว่าได้ไปรู้ไปเห็นมามันต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ระดมคนทั้งวัดจัดหาจัดทำกันเลยทีเดียว อันใหนไม่มีก็ระดมกว้านหามาทำ คิดว่าตัวเองแน่ สรุปคือเหลว เล่นแร่แปรธาตุผ้าขาดตั่งวา ใช้เวลาเพลินอยู่เกือบปี ทางสย่าผู้เฒ่า ก็ยังไม่ติดต่อมา จนต้องยอมรับว่าถึงทางตัน สิ่งของต่างๆหมดเงินหมดทองเสียเวลา ไปมากมาย ต้องขอขอบคุณ ลูกศิษย์ยุควัดเก่าที่สละทรัพย์สินมากมาย มาให้ข้าพเจ้าผลาญ จนสิ้น พอมาถึงจุดที่ต้องยอมรับว่าตัวเองล้มเหลว ก็ไม่อายที่จะยอมรับกับลูกศิษย์ว่า ที่ทำมาเหลวทั้งหมด และบอกว่า ไม่ต้องมาช่วยแล้ว เสียดายเงินเก็บใว้ใช้กันเถอะ แต่เกินคาด ลูกศิษย์ทั้งชุดปรึกษากันและเข้ามาถามว่า พระอาจารย์จะทำต่อใหม เลยตอบเขาเหล่านั้นไปว่า ทำไม่เลิกหรอกแต่จะทำคนเดียว เสียคนเดียว จะได้ไม่เดือดร้อนคนอื่น ไปได้ก็ไปไปไม่ได้ก็จะไปต่อ แต่เหล่าคณะศิษย์พากันลงความเห็นว่า พระอาจารย์ยังสู้ พวกเขา ก็ไม่ถอยเป็นไงเป็นกัน หมดเป็นหมด จึงลงความเห็นกันว่าจะสู้ต่อ และช่วงนั้นทางท่านสย่าผู้เฒ่าก็ให้คนติดต่อมา ว่าเตรียมของพร้อมแล้ว ให้หาวันว่างมาเรียน จึงได้จัดเตรียมตัว ไปพม่าอีกครั้ง ไปคราวนี้ สย่าผู้เฒ่ามารับ ที่ด่าน และก็พาไปที่ต่างๆคล้ายไปเที่ยว รอนแรมหลายๆที่หลายๆเมือง ไปเจอคนต่างที่ต่างเผ่าต่างเชื้อชาติ ในใจก็คิดว่าใหนว่าจะพามาเรียนปรอทใหนพามาเที่ยวซะงั้น แต่ก็แค่คิดไม่แสดงกริยาอันใดเพราะเกรงจะไม่สมควร ก็เลยไหลตามน้ำไปเลย ผ่านไปหลายๆวันเกือบเดือน สย่าผู้เฒ่าจึง พาย้อนกลับทางเดิมที่เคยแวะที่ต่างๆ พอมาถึงตรงนี้จึงถึงบางอ้อว่าที่ต่างๆที่สย่าพาไปนั้น คือแหล่งว่านยาต่างๆและท่านก็ไปเพื่อที่จะสั่งให้คนเหล่านั้นหาเตรียมใว้ให้ ชาวบ้านชนเผ่าต่างๆกุลีกุจอตระเตรียมใว้ให้อย่างเรียบร้อยไม่ขาดตกบกพร่อง มาถึงตรงนี้จึงแจ้งกระจ่างในความเมตตาของสย่าผู้เฒ่า ที่เปิดใจบอกเคล็ดลับอีกทั้งว่านยาต่างๆจนหมดสิ้น และในที่ต่างๆที่ไปหานั้น จะต้องไปติดต่อใครให้ใครไปเอาอะไรท่าบอกหมดเรียกว่าไม่บังไม่ปิดเลยทีเดียว พอกลับมาถึงที่พัก สย่าผู่เฒ่า ก็จัดแจงเอาว่านยาแร่ธาตุต่างๆมาวางกองเป็นอย่างๆพร้อมทั้ง บอกว่าอะไรคืออะไรใช้แบบใหน ในแต่ละขั้น ในแต่ละช่วงเรียกได้ว่าใส่มาไม่ยั้งเลยที่เดียว จำแทบไม่ใหว เลยบอกท่านขอให้หยุดก่อนจำไม่ทันท่านว่าหยุดไม่ได้ให้ฟังไปจนหมดแล้วต่อไปท่าได้ทำจะรู้เองครูประสิทธิ์ให้ละได้ฟังก็งงๆแต่ก็ไม่ขัดอะไรเรียกได้ว่าเป็นไงเป็นกันจัดมาเลย สย่าผู้เฒ่าร่ายยาวเกือบสามวันสามคืน สรุปคือ มึนตึบ จำไม่ได้สักอย่าง พอเข้าวันที่สี่ท่านก็ให้พักให้นอนให้เต็มอิ่ม แต่ตัวท่านไม่หลับไม่นอน เดินทำนุ่นนี่ทั้งวันทั้งคืน พอเข้าวันที่ห้า คราวนี้แหละของจริง ท่านให้เอาแร่ แต่ละตัวมาจัดเตรียม แร่บางตัวต้องเผาไฟให้แดงแล้วชุบน้ำ แล้วจึงตำ ละเอียดแล้วเอาใส่กระทะคั่วไฟ แร่บางตัวห้ามโดนแสงแดด ต้องเอาขี้ผึ้งห่อ แช่ใว้ในโหลแก้วที่มีน้ำให้ท่วมเสมอ แร่บางตัวเอามาแช่ในใหที่มีน้ำเกลือ แร่บางตัวเอามาดองน้ำสมุนไพรใว้ แร่บางตัวเอามาใช้ได้เลย แร่บางตัวเอามาเผาแล้วกลั่นเอาแต่น้ำใส แร่บางตัวเอามาเผารวมกับยาอื่นๆแล้ว พักหมักใว้ ยาบางตัวเอามาต้มใส่กระทะจนแห้งจนใหม้จนละเอียดและเอาขี้เถ้ามากลั่น ยาบางตัวเอามาผสมกันต้มในหม้อเคลือบห้ามโดนโลหะ เด็ดขาด ยาบางตัวเอามาตากแห้งใช้ได้เลย ยาบางตัวเอามาฝังทรายใว้ใข้ภายหลัง ยาบางตัวต้องเอามาดองน้ำเกลือใว้ และอีกมากมาย เรียกได้ว่าสาระพัดจริงๆ ทำแบบนี้อยู่หลายวันจนจำไม่ได้ว่ากี่วัน แต่คราวนี้ กลับจำ เรื่องที่สย่าบอกใว้ในคราวแรกได้หมด ดั่งที่ว่าจริงๆ เรียกได้ว่าสย่าผู้เฒ่ามีความฉลาดเก่งกล้าสามารถจริงๆที่สอนวิธีต่างๆมากมายในเวลาไม่นาน เป็นลำดับลำดับ เรียกได้ว่า พูดให้ฟังทำให้ดูอยู่ให้เห็น จนถึงบทสรุป การเตรียมยา ทั้งหมดเสร็จสิ้นกินเวลาร่วมเดือน ต่อมาก็ถึงของจริงละสย่าผู้เฒ่า ให้ทำปรอทยา ก่อนเลยเป็นปะถะมะ เริ่มจากการเตรียมก้อนธาตุต่างๆเผาไล่ขี้ชำระและฆ่าธาตุต่างๆกินเวลานานหลายวัน มาถึงตอนนี้รู้เลยว่ามันไม่ง่ายเลย ถึงว่าที่เเอบไปทำนั้นมันไม่เป็นอะไรสักอย่างล้มเหลว เพราะมาทำจริงๆกินเวลาเดือนกว่า ยังไม่ได้แตะปรอทเลย ของยังเตรียมไม่ถึงใหน ท้อๆนะแต่สู้ เมื่อเตรียมธาตุต่างๆได้ครบแล้ว มาถึงตอนเผาจริง การเข้าธาตุต่างๆเข้ายาต่าง ช่างมหัศจรรย์ คือสย่าผู้เฒ่ามีเทคนิคต่างๆมากมารวมถึงอุปกรณ์ของใช้ล้วนออกแบบและทำมาเพื่อการต่างๆได้ลงตัวเหมาะเจาะแบบมืออาชีพก็ว่าได้ การจัดการวางอุปกรณ์ของใช้ต้องให้ถูกที่ถูกตำแหน่งการจัดเก็บต้องให้เป็นระเบียบ การทำความสะอาดต้องให้เรียบร้อย ไม่ให้สรกปรกเลอะเทอะ ท่านว่าท่าทำดีเทพปรอทจะมาให้พร ฟังมาถึงตรงนี้ก็งงๆและสงสัยบวกกับตื่นเต้น ใครคือเทพปรอท เทพปรอทคือใคร มายังไงให้พรแบบใหน โอ้ยสุดจะพรรณาจิตนาการไปต่างๆ อยากได้ความกระจ่าง บอกเลยตื่นเต้นตื่นเต้น อยากรู้อยากได้อยากมีอยากดีอยากเห็นอยากไปหมด พอได้ทำเข้าจริงๆแล้วตำราแทบไม่ได้จดเลย ทุกอย่างจำลงในสมองความคิดและการกระทำหมด เพราะสย่าท่านให้เรียนจำทำเป็นจริงๆ ทำไปเป็นขั้นไล่ลำดับลำดา ผ่านไปหลายเดือนใกล้เข้าพรรษา เลยต้องกลับมา ที่ฝั่งไทย ในใจยังอยากอยู่ ทำต่อเพราะมีเรื่องให้ลุ้นตื่นเต้นทุกๆวันขากลับสย่าผู้เฒ่า ได้ถามว่า อยากได้ปรอทอีกใหม เลยบอกว่าอยากได้ ท่านเอาออกมา สามเม็ด และให้ดูทั้งหมดที่มีตอนนั้น และบอกว่าเม็ดใหนอะไรยังไงอยากได้ไปหมดเลยถามให้จบทีเดียว มาถึงตอนสรุป เลยถามราคาเท่าไร่ ท่านบอกราคามาหูอื้อเลย เม็ดแรก ห้าแสน เม็ดที่สอง ห้าแสน เม็ดที่สามไม่ว่าราคา พอได้เห็นพอได้ฟัง ก็กำปรอททั้งสามเม็ดใว้ไม่ปล่อยบอกเลยอยากได้ จึงรีบติดต่อกลับมาทางไทยด่วน บอกให้เอาเงินมาส่งที่ด่านหนึ่งล้านหกแสน ไปรอรับเงินและเอาเงินไปให้สย่าผู้เฒ่า ท่านก็ไม่ว่าอะไรไม่จับไม่นับ แล้วก็บอกท่านว่า เอาหมดสามเม็ดนะ ท่านได้ยินก็ทำสีหน้าตกใจ บอกว่าไม่ได้ไม่ได้ให้สองเม็ด เลยคล้ายกับสงสัยว่าเอาเงินมาเท่าไร่ เลยบอกท่านว่าล้านหก ท่านบอกว่า เอาคืนไปหกแสนเอาแต่ล้านเดียวปรอทสองเม็ด อีกเม็ดไม่ขายขายไม่ได้หัวเด็ดตีนขาดท่าขายตายแน่ๆได้ฟังก็งงๆสื่นสารกันอยู่นานจึงได้ความว่า ที่ในพม่านี้เขาไม่ขายปรอทกันนะท่าเป็นปรอทจริงๆเขาจะรักเหมือนลูก ขอดูยังไม่ให้กันดูเลยเพราะมันคือชีวิตเเละจิตวิญญาณของผู้ที่ทำ สองเม็ดที่ให้ไปยอมขายเพราะว่าใว้ใจและได้สอนจนกระจ่างแล้วจึงให้ ให้ใจไปด้วย พอได้ยินดังนั้น ถึงกับขนลุกปลื้มเป็นอย่างมาก จึงบอกสย่าผู้เฒ่าว่า อีกหกแสนนั้นไม่ต้องคืนมาหรอก ให้ไปเลยเงินทองข้าวของไม่ได้ใส่ใจเท่าใดสย่าให้ใจมาขนาดนี้ก็ให้ไปหมดนั่นแหละ สย่าผู้เฒ่าจึงบอกให้รอก่อน แล้วท่านก็ไปตามอาจารย์อูว์จีมา เป็นพยานรับเงิน เนื่องด้วยภาษาเลยสื่อสารไม่ค่อยเข้าใจ จับใจความได้คล่าวๆว่าจะเอาไปทำกุศลอะไรสักอย่างนี้แหละ เลยอนุโมทนาสาธุๆ ไปและลากลับเลย ในใจยิ้มปริ่มได้ของดีแล้วโว้ยเฮ้ยๆ และท่านสย่าผู้เฒ่าก็มาส่งที่ด่านเหมือน ทุกครั้งสมัยนั้นการข้ามไปมาไม่ยุ่งยากลำบากแบบสมัยนี้ กลับมาที่วัดจัดเตรียมหาอุปกรต่างๆเตรียมใว้ก่อนเข้าพรรษาและก็เผาทำปรอทในพรรษาไปพลางๆเพื่อฆ่าเวลาและชื่นชมกับปรอทสองเม็ดที่ได้มา เรียกได้ว่าเห่อสุดๆ เอาแช่น้ำดื่มอาบ ทำน้ำมนต์สารระพัดจะทำ แต่ในใจก็อยากไปพม่าอีกเพราะมันเพลิดเพลินจึงตั้งตารอ วันคืนแห่งการรอคอยช่างเนิ่นนานเหลือคนากล่าวจะออกพรรษาปีนี้ยาวนานกว่าทุกๆปีออกพรรษากว่าจะรับกฐินเสร็จกว่าจะสอบนักธรรมเสร็จเพราะตอนนั้นต้องสอนนักธรรมและคุมสอบเรียกได้ว่าทรมานเหลือเกิน ทันทีที่สอบนักธรรมเสร็จ ก็จัดข้าวของต่างๆสัมภาระออกจากวัดทันทีไปพม่าคราวนี้ไปแต่ต้นปีจะได้อยู่นานๆ พอไปถึงที่พักสำนักสย่าผู่เฒ่าก็มีผู้คนมากมายมารออยู่ก่อนแล้วจนเต็มไปหมด พอทุกคนเห็นหน้าก็ยกมือใหว้หมดทั้งพระทั้งฆารวาท งงละสิคราวนี้เพราะทุกทีเราไปเป็นแขกต้องใหว้ก่อน แต่ก็ยังไม่รู้ว่าคืออะไร รอล่ามแปลภาษามาก่อน เพราะจะคุยกับคนอื่นต้องใช้ล่าม แต่ท่าคุยกับสย่า มีภาษาใจ บวกภาษามือ คุยกันรู้เรื่อง นั่งรอล่าม นานหลายชั่งโมง ก็ได้แต่นั่งมองหน้า แขกที่มาไปเพราะคุยกันไม่รู้เรื่อง แต่ตอนนั้นสย่าผู้เฒ่าไม่อยู่ ตกใกล้ค่ำล่ามมา ชื่อลุ่ยอูว์ ทันทีที่ล่ามมาถึงก็กราบลงกับพื้นดินเลยทำเอาแขกที่มาพากับกราบหมด ตกใจอีกรอบอะไรยังไง ล่ามคุยกับแขกอยู่นานจนได้บทสรุปแล้วมาแปลทีเดียวได้ความว่า แขกทั้งหลายที่มา นั้นมาจากรัฐกระเหรี่ยงที่ห่างออกไปอีกไกลมา พอได้ยินข่าวว่าพระไทยจะมาเลยมารอกัน (แต่เอ ไม่รู้ว่ารู้ได้ไงว่าเราจะมา) และล่ามก็บอกว่า สย่าผู้เฒ่า เอาเงินเอาข้าวของขึ้นไปบนเขา และพากระเหรี่ยงสร้างวัดและเจดีย์ เสร็จภายในหกเดือน แล้วฉลอง ซึ่งเป็นบุญใหญ่มากฉลองกัน เป็นสิบวันเลย เพราะที่รัฐกระเหรียงลำบากมากวัดวาไม่ได้สะดวกเท่าใดอยู่ทำตามมีตามเกิด สย่าเหมือนเทพ ที่พาพวกเขาสร้างจนเสร็จ พอฉลองเสร็จ สย่าจึงบอกว่าเงินมากมาย มีพระไทยให้มา สองล้านบาทไทยเเลกเป็นเงินพม่าได้เยอะมาก จึงเอามาสร้างวัดสร้างเจดีย์ ค่าอุปกรต่างๆ ส่วนค่าช่างแรงงานไม่ต้องเสียเพราะที่พม่า ช่างแรงงานทุกคนไม่คิดเงินวัดมาทำให้ฟรีๆและขนเอาอาหารของกินต่างๆมาช่วยกัน ลงแขกลงขันกันจนเสร็จ หลังงานฉลอง ทั่งหมู่บ้านทั้งตำบล เข้าพิธีถือ มังสวิรัติ งดกินเนื้อสัตว์ทุกคนเพื่อตอบแทนบุญคุณสย่าผู้เฒ่าที่ทำให้พวกเขา มีที่พึ่งที่นึดเหนี่ยวจิตวิญญาณ เพื่อสารบุญไปในชาติหน้า พอฟังมาถึงตรงนี้ก็อึ่งทึ่งตะลึงเลยทีเดียวหลายๆช๊อตคือ 1.เงินแค่นั้น ทำวัดทำเจดีย์ได้เลยเหรอ แต่ก็ได้เห็นความใฝ่ดีของคนพม่าในทางพระพุทธศาสนา ทุกคนล้วนอายชั่วกลัวบาป อยากได้ผู้น้ำชี้ทางจิตวิญญาณ โหยหาโอกาสพร้อมที่จะมอบกายถวายตัวรับใช้พระศาสนา จึงทำให้เงินแค่นั้นสร้างวัดวาที่สมบูรณ์และงดงามได้ 2.เงินที่เคยให้สย่าผู้เฒ่าไปท่านเก็บใว้หมดไม่ได้ใช้เลยแล้วเอาไปสร้างตรงนี้หมดเลย เพราะนึกๆดูรวมแล้วได้สองล้านพอดี 3.เห็นความโหยหาของผู้คนไม่ใช่ทรัพย์สินเงินทอง แต่เป็นบุญเป็นกุศลเห็นความอายชั่วกลัวบาปความทยานอยากดีของคนพม่า ซึ่งจะไม่มีทางได้เห็นในไทยสมัยนี้ พอพูดคุยกันรู้เรื่องก็ขนลุกเลยสิครับคราวนี้ ทั้งยังอายในใจว่าที่ให้เงินไปก็เพื่อซื้อเอาของที่อยากได้กลับได้วัดได้เจดีย์เลยเหรอ ทั้งดีใจทั้งอายในเวลาเดียวกัน เลยคุยกันไปแก้อาย และสอนกรรมฐานต่างๆให้ พวกแขกที่มาทุกคนตื่นเต้นมาก เพราะที่พม่าพระเก่งบาลีเยอะมากแต่กรรมฐานไม่ค่อยมี เลยคุยกันสนุกทั้งยังอธิบายบอกง่ายสอนง่ายเข้าใจง่ายไม่ขี้สงสัยเหมือคนไทย คุยกันเพลินจนนาน สย่าผู่เฒ่าก็กลับมา และไล่ทุกคนกลับ เหมือนท่านไม่ยินดียินร้ายกับใครกับอะไร พอทุกคนกลับ ไปหมดเหลือแต่ล่ามที่ยังไม่กลับท่านเลยบอกว่า พระไทย มีบุญแล้วเรียนได้แล้วทำได้แล้ว ที่ผ่านมาบอกสอนไปมากกว่าครึ่งแล้วเลยให้ทำกุศลใส่ตัวจะได้มีบุญทำปรอทได้สำเร็จ ครูบาอวยชัย เทพปรอทอวยพร ให้ในวันฉลองเจดีย์ คุยกันไปสักพักท่านก็พาทำยากิน เพื่อให้ร่างกาย ทนไฟทนพิษต่างๆ เรียกได้ว่าไม่พูดพร่ำทำเพลง คุยกันพอหอมปากหอมคอ ก็ลุยเลย การเผาปรอทเป็นงานละเอียดทุกๆตอน ไม่มีเวลาว่างเลยก็ว่าได้ จุกจิกสาระพัดถ้าจะจดบันทึกกันจริงๆ คงต้องใช้สมุดสักตั้งเขียนกันมือหงิกเลยทีเดียว แต่ที่นี่สำนักนี้เน้นพูดใหฟังทำให้ดูอยู่ให้เห็นเรียนจำทำเป็นกันจะๆเลยเรียกได้ว่าจำลงในจิตเลยก็ว่าได้ สรุปแล้วปีนี้เรียนกันทำกันตามประสานศิษย์อาจารย์อย่างละเอียดทุกขั้นตอนประคบประหงมกันทั้งวันทั้งคืน สลับบางวันพาไปหายาต่างๆมาเพิ่ม ล้วนแล้วแต่ตื่นตาตื่นใจไม่เคยพบเจอไม่เคยพบเห็นมาก่อน ขอจบตอนสามไว้แค่นี้ก่อน ตอนหน้าคือตอนเอามะพร้าวแห้งมาขายสวนคือเอาปรอทไทยไปอวดสย่าผู้เฒ่าคิดว่ามีดีเลยอยากอวดมั่ง สรุปคือโดนสย่าผู้เฒ่าเฉลยตำราปรอทไทยจนหมดเปลือก และได้เห็นเทพปรอทคือใคร


  1. 🔥 #รำลึกอดีตเดินทางตามหาปรอท (ตอนที่.4) 🙏🏻โดยพระอาจารย์โอ พุทโธรักษา ย้อนความเดิมจากตอนที่แล้ว หลังจากเส้นทางยาวไกลพอสมควรวันนี้พบกับสยาผู้เฒ่าผู้เป็นเหมือนจอมปราชญ์ผู้เป็นเหมือนคลังสรรพวิชาในด้านการเล่นแร่แปรธาตุและได้รับถ่ายทอดกลเม็ดเคล็ดลับต่างๆมากมาย เดินทางไปกลับไปเรียนสย่าผู้เฒ่าผู้นี้ เรียกได้ว่าหากไม่อยู่ไทยก็ไม่ต้องไปหาที่ใหนไปพม่าเลยละซึมซับสรรพวิชามากมายในกลเม็ดเคล็ดลับทางสายพม่า แต่กิเลสตัญหาในตนนั้นลึกนักยากแท้หยั่งถึง มาถึงคราวทีนี้ก็มาตกลุมพรางคิดว่าตัวเองเป็นผู้รอบรู้เป็นผู้เจนจบครบถ้วนกระบวนความเมาปัญญาตัวเองนึกผสมผสานวิชาสายพม่าผสมกับวิชาสายไทย ไปด่วนสรุปอุตริทำ ผสมปนเปยำใหญ่ใส่หมวดใส่มั่วไปหมดเรียกแล้วว่าเกินครู ครูบอกแค่นี้ใส่ไป 10 เท่าใส่ไป 100 เท่าจะให้วิเศษที่สุดจะให้ยิ่งกว่าใครจะให้เหนือกว่าใครดันทุรังทำไปหลงมโนเพ้อ ไปต่างๆนานาตำราบอกว่าแค่นี้จะใส่ให้มากกว่าหยิบตำราโน้นผสมตำรานี้เรียกได้ว่าเมามันส์เลยทีเดียวเอาให้มันสุดเอาให้มันบ้าไปเลย ผ่านไปหลายเดือนเลื่อนไปหลายปีที่หลงอัตตาตัวเอง แต่ก็ยังเที่ยวไปเรียนที่พม่าอยู่ แต่มาคราวนี้ได้สรุปรวบยอดวิชาปรอทไทย คิดว่าทำสำเร็จละ แต่ก็สำเร็จอยู่นะสำเร็จประมาณหนึ่งถึงได้ไม่เหมือนดังตำราว่าไว้แต่ก็ขึ้นชื่อเลยแหละปฎิเสธไม่ได้ว่าในขณะนั้นถ้ากล่าวถึงวิชาปรอทต้องมีเราเป็นหนึ่งในผู้ที่ทำได้ติดโผไปบ้างแหละ เผยแผ่ชื่อเสียงด้านปรอทไทย อยู่นานหลายปีจนทำให้อัตตาหนาขึ้นตัวกูของกูเเก่กล้าขึ้นจนมืดมัวคิดหลงตัวเองว่าถ้าอยู่ฝั่งไทยกูก็เป็นหนึ่งในหลายๆคนละว้า ถึงวิชาปรอทพม่ายังไม่เป็นอ่าวก็ตามเหอะ ฮ่าๆๆๆหัวเราะแบบชินจัง และไปพม่าคราวนี้จะเอาไปอวดอาจารย์สย่าผู้เฒ่าเลยจะเตรียมข้าวของต่างๆเตรียมพร้อมเดินทางตามปกติ พอไปถึงที่พม่าก็ไปร่ำเรียนเหมือนเดิมไปฝึกไปฝนไปเรียนรู้กลเม็ดเคล็ดลับต่างๆ ในตำรับพม่าพอมีเวลาว่างมีแขกไปไทยมาพม่ามากระเหรี่ยงมา ก็คุยกันในเรื่องต่างๆเพราะว่าไปบ่อยคนรู้จักมากขึ้นสนิทมากขึ้นคุยกันหลายหลายเรื่องยิ่งเป็นคนพูดมากขี้คุยอยู่แล้วเลยถนัดเรื่อเม้ามอย เลยถือโอกาสช่วงสย่าผู้เฒ่าไม่อยู่เลยเอาปรอทวิชาไทยมาอวด ทันทีที่คนพม่าเห็นคนพม่าเค้าต่างตะลึง ยิ้มเลยเราคราวนี้ได้อวดมั่ง คนพม่าที่เห็นสีหน้าเขาราวกับว่าแปลกหูแปลกตาที่ไหนได้เราคิดไปเองแต่จริงๆแล้วที่เค้าตะลึงก็โดยเหตุที่ว่าเราอาจหารกล้าเอาปรอทที่อื่นมาอวดนะที่นี้ อ้าวเวรกำ หน้าแตกสิครับเลยถามคนเหล่านั้นว่าทำไม คนเหล่านั้นจึงบอกว่าท่านอาจารย์ใหญ่สย่าผู้เฒ่าเป็นรอบรู้เจนจบครบเรื่องปรอทและการที่เอาปรอทไทยมาอวดครั้งนี้คิดผิดมหันต์ บวกกับในขณะนั้นท่านสย่าผู้เฒ่าเดินมาเห็นพอดีเเละด้วยความสนิทชิดเชื้อและด้วยความเมตตาด้วยความกรุณา ท่านจึงพูดว่า ไหนขอดูหน่อย พอท่านจับดูก็พูดเป็นฉากๆเลยบอกว่าปรอทแบบนี้ต้องทำแบบนี้ต้องทำแบบนี้ถึงทำแบบนี้แล้วได้แบบนี้เรียกได้ว่าเป๊ะเป๊ะเลยงงสิครับตอนแรกคิดว่าจะเอามาอวดว่าไทยก็มีดีบ้างที่ไหนได้โดนขายหน้าหน้าแตกยับเยินคนทั้งหลายต่างตกใจเพราะที่ผ่านมาถ้าหากมีใคร ถือดีมาอวดแบบนี้ โดนด่ากระเจิง แต่แปลกคราวนี้ท่านไม่ได้ตำหนิท่านไม่ว่ากลับบอกเสียอีกว่าทำอะไรแบบไหนยังไงนั่งฟังอยู่ก็ตะลึงเพราะที่ท่านพูดมาละเอียดกว่าที่เราทำเสียอีก ก็ได้แต่น้อมรับไปโดย ดุษฎีแต่ก็ยังอายอาย อายหมดรูปอายจริงๆแล้วท่านสย่าผู้เฒ่าก็หายไปหลายหลายชั่วโมง แล้วพอกลับมามีข้าวของสัมภาระมาด้วยเยอะพอควรโดยนิสัยของท่านทำอะไรไม่รอช้าพอมาถึงก็จัดแจงจัดเตรียมทุกสิ่งอย่างลงมือทำทันทีตามนิสัยเราก็ช่วยทำอยู่ช่วยจับนู่นจับนี่อำนวยความสะดวกแล้วท่านก็ทำวิชาปรอท แบบสายไทยให้ดูเหมือนโดนตบหน้าเสียฉาดใหญ่เพราะที่ท่านทำนั้นช่างคล่องแคล่วเรียนรู้เข้าใจชำนาญยิ่งกว่าเราที่ทำมานานหลายปีเสียอีกทั้งวิธีพลิกแพลงแก้ปัญหาแก้ไขข้อบกพร่องในขั้นตอนต่างๆท่านทำง่ายง่าย ราวกับทอดไข่เจียว และก็ช่วยท่านทำอยู่สองสามวันและแล้วปรอทไทยแบบตำหรับพม่าก็สำเร็จงดงามกว่าที่เราทำไปเสียอีก อายสิอายเหลือทนเอามะพร้าวแห้งมาขายสวนแล้วท่านก็พูดว่าวิชาปรอทไทยนั้นเดิมทีก็ออกไปจากพม่านี่แหละแต่โดยทั้งนี้ และทั้งนั้นฝ่ายไทยไม่ปะติดปะต่อบวกกับการจดบันทึกตำรามาแต่งเติมเพิ่มเสริมให้ดูวิริสมาหลาเหมือนลิเกเหมือนนิยายเสียมากกว่าเลยห่างไกลจากจุดเดิมไปเรื่อยเรื่อยอีกทั้งนิสัยคนไทยมักคิดคตกบฏหักหลังเนรคุณผู้มีพระคุณครูบาอาจารย์เลยทำให้วิชาเคล็ดลับไม่ได้ถ่ายทอดแล้วสืบต่อ และต่อมาก็เพิ่มเสริมเติมแต่งจนปัจจุบันห่างไกลจากจุดเริ่มต้นไปมาก ที่ผ่านมามีคนไทยพระไทยมาอวดแบบนี้นับไม่ถ้วน เจอตอกกลับหงายทุกราย ท่านพูดด้วยท่าทางเรียบเฉย เห็นท่านพูดแบบนั้นก็ชื่นใจหายเกร็งหายกลัวเลยเปิดใจ เล่าตำรับตำราวิชาสายไทยให้ท่านฟังท่านก็บอกว่ามีกี่ตำรามีกี่สูตรมีกี่แบบเอามาเลยแกชี้ให้ดูว่าเค้าปิดตำราตรงไหนว่าตรงไหนมันหลุดว่าตรงไหนมันเกินว่าตรงไหนมันขาดตะลึงตึงโป๊ะเลยสิครับคราวนี้ท่านชี้ข้อบกพร่อง ข้อขาดเกินในตำราปรอทไทยกระจ่างทุกตำราโดยสรุปเข้าใกล้ความเป็นจริงไม่อิงนิยายเหมือนเดิมสรุปแล้วที่ตั้งใจจะไปอวดนั่นคือไปโชว์โง่แต่ก็มีข้อดีที่ท่านเมตตาชี้ข้อผิดพลาดเลยได้แก้ไข ในข้อสงสัยในตำราต่างๆที่ค้างคาใจมานานนานสรุปรวบยอดนะตอนนี้บรรลุปัญญามองเห็นความเป็นจริงในสองตำราทั้งสองฝั่งนับว่าเป็นวาสนานับว่าเป็นบุญบารมีเหลือเกิน ในเรื่องที่คนรุ่นก่อนก่อนเค้าทำมายังไม่กระจ่างจนมากระจ่างทุกอย่างตอนนี้แล้วท่านก็ยังเผยเคล็ดลับในวิชาเล่นแร่แปรธาตุว่าการเล่นแร่แปรธาตุนั้นมีเป้าหมายอยู่สองทางคือหนึ่งหวังประโยชน์ในโลกนี้และหวังประโยชน์ในโลกหน้า ต้องเลือกเอาทางใดทางใดทางหนึ่งหวังประโยชน์ในโลกนี้ก็คือการเล่นแร่แปรธาตุให้เกิดวัตถุธาตุที่มีค่าเช่นทองคำแล้วนำไปใช้ซื้อขายแลกเปลี่ยนเพื่อความมั่งคั่งเพื่อความร่ำรวยเพื่อความสุขสบายหรือใช้ประโยชน์จากธาตุต่างๆเช่นหากเจ็บป่วยใช้ธาตุสิ่งนี้มาทำแบบนี้ก็จะหายเจ็บป่วย หากอยากมีเสน่ห์ให้ธาตุสิ่งนี้มาทำสิ่งนี้ก็จักได้เสน่ห์ หากมั่วเมาในกามมาคุณก็ใช้ธาตุสิ่งนี้มาทำสิ่งนี้ก็จะเกิดความมัวเมาในกามคุณ หากอยากมีอิทธิฤทธิ์เอาธาตุสิ่งนี้มาทำสิ่งนี้ก็จะเกิดอิทธิฤทธิ์ หากอยากอุดมด้วยลาภสักการะก็จะเอาธาตุสิ่งนี้มาทำสิ่งนี้ก็จะได้สิ่งนี้ อันนี้คือความลับในวิชาเล่นแร่แ