สาริกา7ทิวา7ราตรี 7Days7Nights Of Harem.

Updated: Aug 19

#ตะกรุดสาริกาป้อนเหยื่อเต็มสูตร(รุ่น:#7ทิวา7ราตรี),

พระอาจารย์โอ พุทโธรักษา, พุทธสถานวิหารพระธรรมราช, จ.เพชรบูรณ์

ราชาของบรรดาตะกรุดสาริกาทั้งมวล "ตะกรุดสาริกาป้อนเหยื่อ" ขึ้นชื่อว่าเป็นวิชาเร้นลับในตำนานที่มีกรรมวิธีการสร้างอันแสนพิสดารและยากยิ่ง มีพลานุภาพโดดเด่นเรื่องโชคลาภ เงินทอง โภคทรัพย์ และเมตตามหาเสน่ห์อย่างเอกอุ ในตำราว่าไว้ว่าใครมีตะกรุดสาริกาป้อนเหยื่อนั้นเป็นผู้ “ฆ่าไม่ตาย” ไปไหนก็ย่อมได้รับความเมตตาจากแรงสิเน่หาของตะกรุด


สำหรับรุ่นนี้ ได้ผ่าน "พิธี7ทิวา7ราตรี" อันเป็นพิธีกรรมขั้นสุดยอดสำหรับการทำตะกรุดสาริกาป้อนเหยื่อเต็มสูตร จึงมีพลานุภาพรุนแรงยากจะบรรยาย ล้นเหลือด้วยกฤษฎาภินิหารเพียบพร้อมสำแดงให้ประจักษ์ คิดดูเอาเถิดว่าอาถรรพ์คุณวิชานี้ยังถึงขนาดทำให้ฆราวาสผู้ร่วมพิธีมีกินมีใช้ไม่ขาด ได้รับการอุปถัมภ์จากผู้มากฐานะยศศักดิ์สูงประดุจ "ราชรถมาเกย" มาแล้วทุกราย


เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการเสริมเสน่ห์เมตตาแบบหวังผล เสริมวาสนาบารมีแบบก้าวกระโดด พลิกชีวิตยกชะตาให้เป็นยอดคนเหนือคน แม้เมื่อถึงเวลาที่โลกเต็มไปด้วยความโกลาหล แต่ผู้เป็นเจ้าของตะกรุดนี้จะไม่ติดอยู่ในวังวนแห่งความยุ่งเหยิง คือจะอยู่รอดปลอดภัยสุขสบายกว่าคนอื่นเขา

นอกจากนี้ตะกรุดจะดึงดูดผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่และเหล่าบุคคลชั้นสูงเข้ามาหาสู่ พร้อมโอกาสพิเศษต่างๆนาๆที่คาดไม่ถึง ทั้งยังเป็นมหาเสน่ห์อย่างแรงกล้า เป็นมหาสะกดแบบสิโรราบ แม้ใครจะจิตแข็ง ดวงแกร่ง ก็ไม่อาจรอดพ้นมนต์ขลังของตะกรุดดอกนี้ จะว่าเป็นตะกรุดระดับไฮโซเอาไว้สยบพวกไฮโซอีกทีก็ว่าได้

และเนื่องด้วยการทำตะกรุดสาริกาป้อนเหยื่อสูตรนี้ มีพิธีกรรมบางช่วงบางตอนที่ฆราวาสเท่านั้นถึงกระทำได้ พระอาจารย์โอจึงได้ครอบครูให้ลูกศิษย์ท่านหนึ่งที่เรียนวิชา “สาริกาป้อนเหยื่อ” กับท่านมาโดยตรง ไปปฏิบัติภารกิจแทน และเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ขั้นตอนในการทำจึงมีรายละเอียดปลีกย่อยล้ำลึกสมกับเป็นวิชาเร้นลับในตำนาน คือตัวตะกรุดต้องถูกลงอักขระเลขยันต์ในฤกษ์เสพสมเสน่หา ณ 7รโหฐานสถานที่ลับ โดยคู่รักแรกพบถึง7คู่ใน7ทิวาและ7คาบตลอด7ราตรี อาบอุ่น7แดด ชโลมชุ่ม7จันทร์ จนบรรลุล่วงครบ7วาระ ถือเป็นเรื่องอัศจรรย์ที่เหตุปัจจัยหลายๆอย่างมาบรรจบกันอย่างลงตัว เสมือนครูวิชาท่านรังสรรค์จัดเตรียมให้พร้อมสรรพ เพื่อสืบสานดำรงค์ศาสตร์ไว้ไม่ให้สูญสิ้น

เมื่อลูกศิษย์ท่านนั้นนำแผ่นตะกรุดที่ผ่านพิธีกรรมดังกล่าวมาแล้วคืนแก่พระอาจารย์โอ ท่านจึงนำมาสวดเสกปลุกตัววิชาต่ออีก7จันทร์ 7อังคาร 7พฤหัส และ7เสาร์ จนสิ้นวิชา จรดสุดเขตตำรา เลิศภพจบแดน แล้วจึงนำไปเลี่ยมกับ "น้ำมันอมรินทร์ถอดรูป" เป็นน้ำมันเสน่ห์ชั้นครู สีเขียวมรกตดั่งวรกายพระอินทร์ ชื่อนี้บ่งบอกว่า ผู้ใดมีไว้บูชา จะมีเสน่ห์เมตตา เป็นที่เสน่หาของมวลชน ทั้งยังมากด้วยบารมีและบริวาร ดั่งองค์อินทร์ทรงวิมาน ณ ดาวดึงส์ ความพิเศษของน้ำมันชนิดนี้คือ แม้คนรูปลักษณ์ไม่งาม ก็จะพลันดูงามน่าสนเท่ห์พิศวง อุปไมยว่า ทั่วทั้งไตรภพต่างรู้ดีว่า องค์อินทร์รูปโฉมงดงามเพียงใด แต่เมื่อองค์อินทร์ถอดรูปแล้วไซร้ ก็ยากยิ่งจะหาเทพบุตรใดทรงสง่าเทียมเท่าทัน


พร้อมกับว่านชั้นสูงในตำนานที่ขึ้นชื่อว่าหายากและมีฤทธานุภาพเหนือชั้นกว่าว่านประเภทสามัญหลายขุม อาทิเช่น ดอกตะไคร้, วาสนา, ดอกไผ่, ดอกหญ้าคาตอแหล, และ ไม้ไก่กุก

รุ่นนี้มีมูลค่าสูงเป็นพิเศษ เพราะเป็นตะกรุดสาริกาป้อนเหยื่อแบบเต็มสูตร สานตำนานครั้งที่ท่านทำเมื่อยังเป็นฆราวาส ยิ่งเป็นเนื้อตะกั่ว9โกศด้วยแล้ว ประสิทธิภาพของวิชานี่ยิ่งเข้มขลังเป็นทวีคูณ ตัวตะกรุดทำจาก "ตะกั่ว9โกศ" อันเป็นมวลสารที่พระอาจารย์โอท่านหวงแหนมาก ถึงขนาดที่ว่า จะเอาทองคำน้ำหนักเท่าตัวมาแลกก็ไม่ยอม เพราะกว่าจะรวบรวบโกศตะกั่วทั้ง9 ที่ตรงตามตำราจริงๆมาได้ครบนั้น ต้องเฟ้นหาตามส่องทั่วปฐพีอยู่ถึง20ปี ครูบาอาจารย์แต่เก่าก่อนท่านยังยกย่องกล่าวขานให้เป็นอภิมหาสุดยอดมวลสารอาถรรพ์อันล้ำค่าและเหนือชั้นยิ่งกว่าทองคำ มีคุณสมบัติทางเวทย์มนตร์เข้มข้นอย่างยวดยิ่งจนยากจะหาสสารใดเทียบเท่า

"ตะกั่วโกศ" ที่ถือเป็นสุดยอดของอาถรรพ์ตามตำราที่หาได้ยากเป็นอย่างมาก จัดอยู่ในหนึ่งในมวลสารระดับตำนาน ที่ถูกกล่าวถึงในสุดยอดคัมภีร์เล่มที่ 6 จากคัมภีร์เทพยุทธทั้ง 6 เล่ม ซึ่งคัมภีร์เล่มที่6เป็นคัมภีร์ที่ถูกยกย่องว่ามีความบริบูรณ์ที่สุด เนื้อหาใจความในคัมภีร์ว่าด้วยเรื่องของๆวิเศษที่เป็นเลิศในโลกสุดจะพรรณา อาทิเช่น พระพิชัยสงคราม, พระฉิมพลี, พระภควัมบดี , พระสีวลี, พระสังกัจจาย, นางกวัก, เขี้ยวเสือ และอื่นๆอีกหลายอย่าง แต่ที่ดูจะโดดเด่นและสะดุดตาต้องใจพระอาจารย์โอเป็นพิเศษก็คือ "ตะกรุดตะกั่วโกศ" ที่เป็นดั่งจักรพรรดิ์ของเครื่องรางทางมหาโชค โภคทรัพย์ อยู่เหนือดวง และเจริญรุ่งเรืองเกินพรหมจะลิขิตให้ได้

"ตะกั่วโกศ" คือ ตะกั่วที่คนสมัยโบราณนำมาใช้ตีขึ้นรูปทำเป็นโกศสำหรับบรรจุอัฐิของผู้วายชนม์ เพื่อประกอบพิธีกรรมภายหลังหรือเพื่อระลึกถึงบุคคลสำคัญที่จากไป ซึ่งโกศที่ทำมาจากตะกั่วนั้น ถือเป็นของที่หาได้ยากมากจริงๆ ส่วนใหญ่โกศประเภทนี้จะถูกหุ้มด้วยทองคำชั้นนอกอีกทีหนึ่ง จึงทำให้เป็นที่สังเกตุเห็นได้ยาก มีส่วนน้อยเท่านั้นที่จะไม่ถูกหุ้มด้วยทองคำ โดยมากโกศตะกั่วจะมีลวดลายสลักเสลาสวยงาม จากช่างฝีมือผู้ชำนาญในแวดวงคนชั้นสูง หากเป็นโกศของบุคคลพิเศษจริงๆ มักจะมีรูปสลัก "เทพพนม" ปรากฏอยู่บนโกศใบนั้นด้วย


ซึ่งตะกั่วที่ช่างฝีมือคัดสรรนำมาทำเป็นโกศตะกั่วนั้น จะต้องเป็นตะกั่วชั้นดีที่ผ่านกรรมวิธีเผาอย่างพิถีพิถันเป็นพิเศษ เพื่อไล่ตะกันและแร่ธาตุอื่นที่ไม่ต้องการออกไป จนได้เนื้อตะกั่วบริสุทธิ์ที่มีวรรณะออกเงิน บางที่ก็เรียกตะกั่วประเภทนี้ว่า "ตะกั่วน้ำนม" หรือ "ตะกั่วสีเงิน" ก็เรียกกัน

"โกศ" ถือเป็นเครื่องบ่งบอกฐานะยศฐาบรรดาศักดิ์และระดับชนชั้นทางสังคมของเจ้าของอัฐิได้เป็นอย่างดี โดยโกศตะกั่วนั้น จะถูกสร้างขึ้นมาอย่างปราณีตโดยเฉพาะ สำหรับบรรจุอัฐิของ "บุคคลชั้นสูง" ที่มีฐานะดี เป็นเจ้าคนนายคน มากด้วยบริวาร ในขณะที่โกศของชาวบ้านสามัญชนทั่วไปจะทำมาจากวัสดุจำพวกไม้หรือทองเหลือง เชื่อถือกันว่า "ตะกั่ว" จะเป็นสื่อกลางระหว่างโลกมนุษย์และโลกวิญญาณ ทำให้ผู้ที่มีลมหายใจยังสามารถสื่อสารกับผู้ที่จากไปได้