เอกะบาทาศิวะล่างง่าง Ekapada Cyclops Ngang.

Updated: Aug 19

#เอกะบาทาศิวะล่างง่าง, พระอาจารย์โอ พุทโธรักษา, พุทธสถานวิหารพระธรรมราช, จ.เพชรบูรณ์

เทพยุคปฐมกาล ผู้มีเอกะเศียร เอกะเนตร เอกะบาทา และเอกะลึงค์!!

เก่าแก่จนเป็นตำนาน โบราณจนใกล้จางหายไปจากประวัติศาสตร์ ดึกดำบรรพ์จนเกือบถูกลืมเลือนจากเหล่าชาติพันธุ์!!

จากตำนาน"องค์เอกะบาทาอิศวรอวตาร" ผสมผสานกับ ต้นตำนานงั่งครั้งอินเดียโบราณ อันเกิดจากเถ้าไคลพระคุยหะขององค์ศิวะ สู่บุรุษจัณฑาลผู้ได้เป็นราชันย์ พระอาจารย์โอจึงได้สร้าง "เอกะบาทาศิวะล่างง่าง" ให้เป็นงั่งที่เหนืองั่ง เป็นงั่งที่รวมทุกตำนาน เป็นงั่งที่อมตะอยู่ทุกกาล เก่งกาจประดุจเหวไม่มีก้น เติมเต็มความปรารถนาได้ไร้ขอบเขตดั่งขนาดอันประมาณมิได้ของอภิมหาศิวลึงค์ เป็นยอดมหาเสน่ห์และราชาโชคสุดบรรยาย


พระอาจารย์เสกด้วยอาถรรพ์เวทย์สายพราหมณ์นคร ปลุกเลขยันต์อักขระตามองค์งั่งให้สำแดงเดช ชุบด้วยพิธีกรรมหายากทางตันตระว่าด้วย "ตัณหาต้องดับด้วยตัณหา" คือให้เสพสมจนเบื่อหน่ายแม้ในสุขที่เป็นจุดสุดยอดของฝ่ายโลกียะ ให้เสพสมบัติอย่างเอมอิ่มจนไม่รู้สึกถวิลหาสิ่งใด อันเป็นอีกหนึ่งวิถีเข้าสู่โลกุตระในคติความเชื่อแบบตันตระ องค์คุรุจะทรงประทานอำนาจเวทมนตร์แก่ผู้กราบไหว้ มีเคล็ดลับผสานจิตกายกับงั่ง อธิษฐานใช้ให้ไปหาคนที่ต้องการ สิ่งที่ต้องการ และเรื่องที่ต้องการ บอกได้ดุจมีชีวิต ไปเสพสมในฝันได้ดุจมารฝันเลยแล


"องค์เอกะบาทาอิศวรอวตาร" เป็นหนึ่งในปางอวตารภาคหนึ่งแห่งองค์ศิวะเทพที่น้อยคนนักจะรู้จัก นับเป็นเทพโบราณดึกดำบรรพ์ รู้จักกันในหลายชื่อนาม แบ่งออกได้หลายภาค มีหลักฐานทางโบราณคดีเป็นเทวรูปหินแกะสลักสถิตอยู่ในเทวาลัยสถานแถบประเทศอินเดียและเนปาลหลายแห่ง


มักจะปรากฏในรูปลักษณ์ของเทพบุรุษผู้มี4กร 3ตา และหนึ่งตรีศูร ทรงมีพระนารายณ์อยู่เบื้องซ้าย และพระพรหมอยู่เบื้องขวา ยืนตรงตั้งตระหง่านด้วยขาเพียงข้างเดียว บางรูปเคารพของท่านจะเปิดเผยให้เห็นถึงศิวลึงค์ที่ตั้งชี้ชูชันอีกด้วย


พระศิวะในภาคที่ยืนขาเดียวนี้ มีนัยยะคติความเชื่อทางลัทธิไศวนิกายรวมไปถึงลัทธิลึงค์ยัติ หมายถึงพระศิวะทรงเป็นพระเจ้าสูงสุดและทรงเป็นเสาหลักของจักรวาล ดั่งเขาพระสุเมรุอันเป็นที่ประทับอาศัยแห่งทวยเทพทั้งปวง และยังมีนัยยะหมายถึง "ศิวลึงค์" อันเป็นสัญลักษณ์แทนองค์ศิวะพระผู้เป็นเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ มหาเทพผู้สถิตบนยอดเขาไกรลาส เทพเคารพสูงสุดของศาสนาพราหมณ์ และต้นกำเนิดชีวิตผู้ประทานความอุดมสมบูรณ์


สันนิษฐานว่า ที่รูปเคารพของ "องค์เอกะบาทาอิศวรอวตาร" มีลักษณะดั่งที่กล่าวมานั้น มาจากตำนานหนึ่งที่เล่าขานกันว่า "พระศิวะทรงเป็นผู้สร้างพระนารายณ์และพระพรหม" ตำนานนั้นมีอยู่ว่ากาลครั้งหนึ่งเมื่อจักรวาลยังคงดูว่างเปล่า ขณะที่พระนารายณ์ทรงบรรทมสินธุ์อยู่ท่ามกลางเกษียรสมุทร ได้เกิดมีดอกบัวผุดออกมาจากสะดือ


ภายในดอกบัวนั้นมีพระพรหมอาศัยอยู่ เมื่อดอกบัวบานออก พระพรหมก็ได้ออกมารังสรรค์สร้างสรรพสิ่งต่างๆในจักรวาลรวมถึงดาวโลกอันเป็นที่อยู่ของสรรพชีวิต พอถึงเวลาที่พระนารายณ์ทรงตื่นจากบรรทม จึงเกิดการถกเถียงกันในประเด็นที่ว่า "ผู้ใดเป็นผู้สร้างโลกที่แท้จริง" พระพรหมก็บอกว่าตนเป็นผู้สร้าง ในขณะเดียวกัน พระนารายณ์ก็บอกว่าตนเป็นผู้สร้างเพราะพระพรหมเกิดมาจากสะดือของตน


ระหว่างที่เทพทั้ง2ถกเถียงกันอยู่นั้น ก็พลันบังเกิดมีอวัยวะเพศชายขนาดใหญ่ยักษ์มหึมา เรียกว่าเป็น "อภิมหาศิวลึงค์" ก็คงไม่ผิด บางตำนานเล่าว่าเป็นอวัยวะเพศชายที่มีดวงตาแห่งการหยั่งรู้อันมีเพลิงที่สามารถทำลายล้างทุกสิ่งเป็นตาที่สามกลางหน้าผาก วัตถุน่าศวงนั้นอุบัติขึ้นแทรกกลางระหว่างการเฟ้นหาผู้ชนะระหว่างเทพทั้งสอง ว่ากันว่าขนาดของอวัยเพศชายแท่งนั้นยิ่งใหญ่ยากจะประมาณขนาดได้ พระนารายณ์และพระพรหมจึงตกลงกันว่า หากใครหาจุดยอดหรือส่วนฐานของอวัยวะเพศชายนั้นเจอก่อน ผู้นั้นคือผู้สร้างโลกที่แท้จริง


ตามตำนานกล่าวว่า แม้พระนารายณ์จะแปลงกายเป็นหมูป่าขุดทะลวงผืนพสุธาเพื่อลงไปหาส่วนฐาน ในขณะที่พระพรหมได้เแปลงกายเป็นหงส์บินทะยานนภาอากาศเพื่อหาส่วนยอด เมื่อเวลาผ่านไปกว่าพันปีแล้ว เทพทั้งสองก็ยังไม่สามารถหาขอบเขตของอวัยเพศชายนั้นได้เลย เพราะส่วนล่างก็หยั่งรากลงลึกจนหาจุดปลายที่สิ้นสุดไม่เจอ ส่วนบนก็พุ่งขึ้นสุดขอบจักรวาลหาจนหาจุดยอดไม่ได้


ท้ายที่สุด เวลาอันสมควรก็มาถึง เพราะการแข่งขันว่าใครเป็นผู้สร้างโลกเป็นอันต้องสิ้นสุด เมื่อพระศิวะทรงแสดงตัวขึ้นว่าอภิมหาศิวลึงค์แท่งนั้นคือองค์ท่านเอง เมื่อนั้นพระนารายณ์และพระพรหมก็พลันได้สติฉุกคิดได้ว่า แม้ตนเองจะเป็นเทพที่ยิ่งใหญ่แต่ก็ไม่ใช่เทพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในจักรวาล ใครเป็นผู้สร้างโลกนั้นไม่สำคัญ แต่ที่สำคัญคือใครเป็นผู้สร้างเรา เทพทั้งสองจึงหยุดแข่งขันกัน แล้วจึงแสดงความเคารพบูชาต่อองค์พระศิวะ


องค์ศิวะมหาเทพทรงพอพระทัยกับการเคารพบูชาของเทพทั้งสอง แล้วจึงกล่าวว่า แท้จริงแล้วพระนารายณ์และพระพรหมก็ล้วนเกิดมาจากตน พระนารายณ์และพระพรหมได้ฟังดังนั้นจึงก้มลงกราบสาธุการแด่มหาเทพพร้อมกัน หลังจากเหตุการณ์นี้มา ศิวลึงค์จึงได้กลายเป็นหนึ่งในรูปเคารพที่ยิ่งใหญ่และศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของเหล่ามนุษย์ผู้ต่ำต้อย จนไปถึงทวยเทพผู้สูงส่ง


บางตำนานก็กล่าวว่า "องค์เอกะบาทาอิศวรอวตาร" ท่านเป็นเทพเจ้าที่ลึกลับที่สุดองค์หนึ่งที่เกิดจากการอวตารของพระศิวะ ถือความสันโดษเป็นที่สุด แม้ในหมู่ปวงเทพด้วยกันก็แทบไม่เป็นที่รู้จัก ว่ากันว่าในท้องฟ้าไม่มีใครไวกว่าท่าน ท่านทรงเป็นเทพที่มีความปราดเปรียวว่องไวเป็นอย่างมากประดุจลมพายุ โดยเฉพาะเวลาที่ท่านเหาะเหิน